
เมื่อจ้างนักสืบแล้ว จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง? ขั้นตอนการทำงานตั้งแต่รับงานจนจบคดี
20 กันยายน 2026เมื่อสงสัยว่าคู่สมรสมีคนอื่น และตัดสินใจที่จะดำเนินเรื่องฟ้องหย่า กรณีนี้จะต้องมีหลักฐานอะไรบ้าง เพราะความสงสัยกับข้อเท็จจริงเป็นคนละเรื่องกันเมื่อต้องดำเนินการทางกฎหมาย
การมีข้อความ ภาพถ่าย หรือพฤติกรรมที่น่าสงสัยอยู่ในมือ ยังไม่ได้หมายความว่าข้อมูลเหล่านั้นจะพิสูจน์เหตุฟ้องหย่าได้ทั้งหมด สิ่งสำคัญคือการรวบรวมข้อมูลที่มีที่มา มีบริบท และสามารถเชื่อมโยงกับพฤติการณ์ที่ต้องการพิสูจน์ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (1) ที่ระบุเหตุฟ้องหย่าไว้ว่า
“คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันคู่สมรส เป็นชู้หรือมีชู้ ร่วมประเวณีกับผู้อื่นเป็นอาจิณ หรือกระทำกับผู้อื่นหรือยอมรับการกระทำของผู้อื่นเพื่อสนองความใคร่ของตนหรือผู้อื่นเป็นอาจิณ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้”
ดังนั้น หากการนอกใจกลายเป็นเหตุที่ต้องการดำเนินการฟ้องหย่า สิ่งที่ควรเตรียมต่อมาคือข้อมูลและหลักฐานฟ้องหย่าที่ช่วยแสดงให้เห็นถึงพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน
หลักฐานฟ้องหย่าจากการนอกใจ มีอะไรบ้าง
หลักฐานไม่ได้มีเพียงข้อมูลในโทรศัพท์ เพราะพฤติการณ์ของความสัมพันธ์อาจปรากฏจากข้อมูลหลายรูปแบบ การพิจารณาจึงควรมองความเชื่อมโยงของหลักฐานฟ้องหย่าแต่ละชิ้นประกอบกัน
1. ข้อความและข้อมูลจาก Social Media
ข้อความใน LINE, Messenger หรือแพลตฟอร์มอื่น ๆ รวมถึงโพสต์ รูปภาพ คอมเมนต์ และข้อมูลวันเวลา อาจช่วยแสดงความสัมพันธ์ระหว่างคู่สมรสกับบุคคลที่สามได้
อย่างไรก็ตาม ภาพหน้าจอเพียงอย่างเดียวไม่ได้รับประกันว่าจะมีน้ำหนักเพียงพอในทุกกรณี การพิจารณาข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ยังต้องคำนึงถึงความน่าเชื่อถือ วิธีการสร้างและเก็บรักษา ความครบถ้วน การเปลี่ยนแปลงของข้อมูล และการระบุตัวผู้ส่งด้วย
สำหรับรายละเอียดเรื่องหลักฐานประเภทนี้ สามารถอ่านต่อที่บทความ “หลักฐานจาก Social Media ใช้ยื่นฟ้องชู้ในศาลได้หรือไม่?” ซึ่งเจาะเรื่องการเก็บข้อมูลออนไลน์และข้อควรระวังโดยตรง
2. ภาพถ่ายหรือวิดีโอ
ภาพหรือวิดีโออาจช่วยแสดงพฤติการณ์ เช่น การพบกัน การเดินทางร่วมกัน หรือการใช้ชีวิตร่วมกัน แต่ควรมีบริบทเพียงพอที่จะตรวจสอบได้ว่าเกิดขึ้นที่ไหน เมื่อใด และใครเกี่ยวข้อง ภาพเพียงภาพเดียวอาจยังไม่สามารถอธิบายลักษณะความสัมพันธ์ทั้งหมด จึงควรพิจารณาร่วมกับหลักฐานฟ้องหย่าอื่น ๆ
3. ข้อมูลวัน เวลา และสถานที่
ข้อมูลเกี่ยวกับวัน เวลา และสถานที่สามารถช่วยเชื่อมโยงเหตุการณ์หลายครั้งเข้าด้วยกัน เช่น การพบกันเป็นระยะหรือการเดินทางไปสถานที่เดียวกัน ข้อมูลประเภทนี้จะมีประโยชน์มากขึ้นเมื่อใช้ประกอบกับหลักฐานอื่น เพราะช่วยให้เห็นลำดับและความต่อเนื่องของเหตุการณ์
4. พยานบุคคล
ผู้ที่พบเห็นเหตุการณ์ด้วยตัวเองอาจเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญ เช่น ผู้ที่เห็นพฤติกรรมหรือการแสดงออกระหว่างคู่สมรสกับบุคคลที่สาม ควรแยกให้ชัดว่าพยานพบเห็นด้วยตัวเองหรือได้รับข้อมูลต่อมา เพราะที่มาของข้อมูลมีผลต่อการประเมินข้อเท็จจริง
เก็บหลักฐานฟ้องหย่าอย่างไรไม่ให้สร้างปัญหาตามมา
“มีหลักฐาน” กับ “ได้หลักฐานฟ้องหย่ามาอย่างถูกต้อง” เป็นคนละเรื่องกัน ซึ่งการต้องการพิสูจน์การนอกใจไม่ได้หมายความว่าสามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของอีกฝ่ายด้วยวิธีใดก็ได้
1. เก็บข้อมูลให้เห็นที่มาและบริบท
หากพบข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ควรเก็บรายละเอียดประกอบ เช่น วัน เวลา แหล่งที่มา และข้อมูลโดยรอบ ไม่ควรเก็บเฉพาะส่วนที่ต้องการนำไปใช้ โดยเฉพาะหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ ควรรักษาข้อมูลให้ครบถ้วนและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ เพราะปัจจัยเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูล
2. อย่าแอบเข้าบัญชีหรือใช้วิธีผิดกฎหมาย
การแฮกบัญชี แอบใช้รหัสผ่าน หรือเข้าถึงระบบของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต อาจสร้างปัญหาทางกฎหมายขึ้นมาอีกด้านหนึ่ง เพราะทำผิดพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 7 “ผู้ใดเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะและมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”
ดังนั้นควรแยกเรื่องการรวบรวมหลักฐานออกจากการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลอย่างชัดเจน หากไม่แน่ใจว่าวิธีใดทำได้ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนดำเนินการ
3. อย่าตัดต่อหรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลต้นฉบับ
ภาพหน้าจอ รูปภาพ วิดีโอ หรือข้อมูลออนไลน์ควรรักษาข้อมูลต้นฉบับและบริบทไว้เท่าที่ทำได้ การตัดต่อหรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลอาจทำให้ตรวจสอบที่มาได้ยากขึ้น
หลักฐานฟ้องหย่าต้องเชื่อมโยงกับเหตุที่ต้องการพิสูจน์
การเตรียมหลักฐานฟ้องหย่าที่ดีหมายถึงว่าข้อมูลเหล่านั้นช่วยทำให้ข้อเท็จจริงชัดขึ้นหรือไม่ โดยเฉพาะเรื่องตัวบุคคล ลำดับเหตุการณ์ และลักษณะความสัมพันธ์
1. ระบุตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องได้
ข้อมูลควรช่วยเชื่อมโยงคู่สมรสกับบุคคลที่สามได้อย่างสมเหตุสมผล หากเป็นข้อมูลออนไลน์ ก็ควรมีรายละเอียดที่ช่วยระบุแหล่งที่มาและตัวบุคคล
2. เห็นความต่อเนื่องของพฤติการณ์
การนอกใจอาจไม่ได้ปรากฏจากเหตุการณ์เดียว ข้อมูลหลายช่วงเวลาที่สอดคล้องกันจึงอาจช่วยให้เห็นภาพรวมของความสัมพันธ์ได้ชัดขึ้น
3. แยกข้อเท็จจริงออกจากความสงสัย
การกลับบ้านดึก ปิดโทรศัพท์ หรือพูดคุยกับบุคคลอื่นอาจทำให้เกิดข้อสงสัย แต่ไม่ควรสรุปทันทีว่าเป็นการมีชู้ ควรแยกสิ่งที่พบเห็นจริงออกจากข้อสันนิษฐาน แล้วพิจารณาข้อมูลประกอบทั้งหมด
บทสรุป: ก่อนฟ้องหย่า ควรประเมินหลักฐานฟ้องหย่าให้ครบ
เมื่อกำลังพิจารณาฟ้องหย่า ควรตรวจสอบข้อมูลที่มีอยู่ให้ชัด ทั้งบุคคลที่เกี่ยวข้อง ช่วงเวลา สถานที่ และพฤติการณ์ต่าง ๆ เพื่อให้เห็นภาพเหตุการณ์ก่อนตัดสินใจดำเนินการทางกฎหมาย
หากหลักฐานที่มีอยู่ยังไม่ชัดเจน นักสืบ SPY191 สามารถช่วยสืบชู้ ตรวจสอบพฤติกรรม และรวบรวมหลักฐานฟ้องหย่าเพิ่มเติม โดยวางขอบเขตการทำงานให้เหมาะกับแต่ละกรณีและอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย เพราะก่อนตัดสินใจฟ้องหย่า สิ่งสำคัญคือการรู้ว่าข้อเท็จจริงที่มีอยู่เพียงพอแค่ไหน และยังมีส่วนใดที่ควรตรวจสอบเพิ่มเติม
คำถามที่พบบ่อย
1. แค่มีภาพคู่สมรสอยู่กับคนอื่น สามารถใช้เป็นหลักฐานฟ้องหย่าได้หรือไม่
ภาพอาจเป็นข้อมูลประกอบการพิสูจน์ข้อเท็จจริง แต่ควรพิจารณาบริบท วันเวลา สถานที่ และหลักฐานอื่นร่วมด้วย เพราะภาพเพียงภาพเดียวอาจยังอธิบายลักษณะความสัมพันธ์ได้ไม่ชัดเจน
2. แอบเข้าโทรศัพท์ของคู่สมรสเพื่อเก็บหลักฐานฟ้องหย่าได้หรือไม่
ไม่ควรเข้าถึงโทรศัพท์ บัญชี หรือข้อมูลส่วนตัวของอีกฝ่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตเพียงเพื่อเก็บหลักฐาน เพราะวิธีการได้มาซึ่งข้อมูลอาจสร้างปัญหาทางกฎหมายตามมาได้
3. หากหลักฐานที่มีอยู่ยังไม่ชัดเจน ควรทำอย่างไรก่อนตัดสินใจฟ้องหย่า
ควรจัดเรียงข้อมูลที่มีอยู่ ตรวจสอบที่มาและความต่อเนื่องของเหตุการณ์ก่อน หากยังมีข้อสงสัยในประเด็นสำคัญ ควรหาข้อมูลเพิ่มเติมหรือปรึกษาทนายเพื่อประเมินแนวทางที่เหมาะสมก่อนดำเนินการทางกฎหมาย
แหล่งอ้างอิง
[1] FindLaw. The Use of Social Media in a Divorce. สืบค้นเมื่อ 10 กันยายน 2026
[2] สถาบันนิติธรรมาลัย. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์. สืบค้นเมื่อ 10 กันยายน 2026
[2] สถาบันนิติธรรมาลัย. พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550. สืบค้นเมื่อ 10 กันยายน 2026






