
เริ่มสืบทรัพย์เอง แต่ทำผิดขั้นตอน ระวังเสียทั้งเงิน เสียทั้งสิทธิ์
28 มกราคม 2026
7 สัญญาณของคนมีชู้ ที่คนรักมักมองข้าม
2 กุมภาพันธ์ 2026
ในฐานะนักสืบเอกชนที่เจอลูกหนี้มาแทบทุกแบบ เราได้ยินคำพูดเดิมซ้ำ ๆ อย่าง “โอนบ้านให้แม่แล้ว แบบนี้เจ้าหนี้ทำอะไรไม่ได้แล้วใช่ไหม” หรือ “รถไม่อยู่ในชื่อผม ศาลก็ยึดไม่ได้สิ” คำตอบคือ “ไม่จริง” และบางครั้งกลับเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาที่ใหญ่กว่าเดิมด้วยซ้ำ เพราะการโอนทรัพย์ให้ญาติไม่ใช่ทางหนีการสืบทรัพย์บังคับคดีอย่างที่หลายคนเข้าใจ และอาจถูกใช้เป็นพยานแวดล้อมสำคัญที่มีน้ำหนักมากในการพิจารณาคดี วันนี้เราจะมาเล่าให้ฟังว่า ทำไมเกมหนีหนี้ถึงไม่ง่ายอย่างที่คิด และเหตุผลที่เจ้าหนี้ซึ่งใช้บริการนักสืบเอกชนเพื่อสืบทรัพย์บังคับคดีอย่างถูกวิธี ถึงยังเอาทรัพย์สินที่ลูกหนี้โยกย้ายไปคืนมาได้จริง
โอนทรัพย์ให้ญาติ ทำไมคนถึงคิดว่าปลอดภัย
ต้องเข้าใจภาพรวมก่อนว่า ลูกหนี้จำนวนมากเลือกโอนบ้าน โอนรถ หรือย้ายทรัพย์ไปไว้ในชื่อพ่อแม่ พี่น้อง หรือคนใกล้ตัว หลังรู้ว่ากำลังจะถูกฟ้อง หรือรู้ว่าคดีแพ้แน่ เหตุผลหลักคือเชื่อว่าถ้าไม่อยู่ในชื่อเรา ก็ไม่โดนยึด ความคิดนี้เลือกมองแค่ชื่อผู้ถือครองในเอกสาร แต่ไม่ได้มองสิ่งที่กฎหมายให้ความสำคัญจริง ๆ นั่นคือ “เจตนาในการโอน” ถ้าสืบทรัพย์บังคับคดีแล้วพิสูจน์ได้ว่า การโอนเกิดขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงการชำระหนี้ ต่อให้เอกสารถูกต้องแค่ไหน ก็ไม่ได้แปลว่าจะปลอดภัย
ทำไมการโอนทรัพย์หนีหนี้ ถึงทำให้เรื่องหนักกว่าเดิม
ในหลายคดี การโอนทรัพย์ไม่ได้ช่วยให้รอด แต่กลับทำให้ลูกหนี้ถูกมองว่ามีเจตนาไม่สุจริต ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการพิจารณาในชั้นบังคับคดี เพราะวิธีสืบทรัพย์ลูกหนี้จะไม่ได้ดูแค่ “โอนหรือไม่โอน” แต่จะดูภาพรวมทั้งหมดของพฤติกรรมก่อนและหลังการโอน เพราะสิ่งเหล่านี้บอกได้ชัดว่าการโอนนั้นเป็นเรื่องปกติ หรือเป็นการซ่อนทรัพย์
รูปแบบพฤติกรรมที่เข้าข่ายโอนทรัพย์หนีหนี้
เมื่อเริ่มตรวจสอบเชิงลึก สิ่งที่นักสืบเอกชนใช้สืบทรัพย์บังคับไม่ใช่แค่หา “ชื่อในเอกสาร” แต่คือพฤติกรรมก่อนและหลังการโอน เพราะพฤติกรรมเหล่านี้สะท้อนเจตนาที่แท้จริงของลูกหนี้ได้ชัดกว่าคำพูดใด ๆ ซึ่งรูปแบบที่พบซ้ำ ๆ มักหนีไม่พ้นลักษณะต่อไปนี้
1. โอนทรัพย์หลังรู้ตัวว่ากำลังจะถูกฟ้อง หรือหลังมีคำพิพากษาแล้ว
การโอนทรัพย์ในช่วงเวลานี้ถือเป็นสัญญาณเตือนอันดับแรก เพราะเป็นช่วงที่ลูกหนี้รู้อนาคตของตัวเองแล้วว่า คดีมีแนวโน้มจะแพ้ หรือศาลตัดสินไปแล้ว การเคลื่อนไหวใด ๆ ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น มักถูกตั้งคำถามทันทีว่าเป็นการจัดฉากเพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับคดีหรือไม่
ในทางปฏิบัติ การโอนช่วงนี้ไม่ใช่แค่ถูกมองว่าผิดปกติ แต่ยังถูกนำไปวิเคราะห์ประกอบกับพฤติกรรมอื่น ๆ เช่น ความเร่งรีบในการโอน ราคาที่โอนต่ำผิดปกติ หรือไม่มีเหตุผลรองรับว่าทำไมต้องโอนในจังหวะนั้นพอดี
2. โอนให้ญาติสนิทที่ไม่มีรายได้ หรือไม่มีเหตุผลทางธุรกิจรองรับ
ชื่อในเอกสารอาจเปลี่ยนได้ง่าย แต่คำถามคือ “คนรับโอนมีศักยภาพจริงหรือไม่” ถ้าเป็นญาติที่ไม่มีรายได้ประจำ ไม่มีธุรกิจ ไม่มีประวัติการถือครองทรัพย์มาก่อน แต่กลับกลายเป็นเจ้าของบ้านหรือรถมูลค่าสูงทันที แบบนี้คือจุดที่ความสมเหตุสมผลมีน้ำหนักน้อยลง
ในมุมของนักสืบจะมองต่อว่า เงินซื้อทรัพย์มาจากไหน ใครเป็นคนจ่ายจริง และมีหลักฐานรองรับหรือไม่ หากอธิบายไม่ได้ การโอนนั้นยิ่งมีน้ำหนักว่าเป็นการโอนเพื่อซ่อนทรัพย์ มากกว่าการโอนตามปกติ
3. โอนแล้วแต่ยังใช้ทรัพย์เหมือนเดิม
นี่คือรูปแบบที่พบบ่อยและมัดตัวเองแรงที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตในบ้านหลังเดิม ขับรถคันเดิม หรือแม้แต่ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าซ่อม ค่าผ่อน ยังจ่ายโดยลูกหนี้คนเดิมทั้งหมด
สำหรับการสืบทรัพย์บังคับคดีจะมองว่า “การครอบครองและการใช้ประโยชน์” ไม่เคยเปลี่ยนไปจริง การเปลี่ยนมีแค่ในนามเอกสารเท่านั้น ซึ่งถือเป็นเบาะแสชัดว่าการโอนนั้นไม่ได้เกิดขึ้นด้วยเจตนาบริสุทธิ์
4. มีเส้นทางการเงินเชื่อมโยงกันต่อเนื่อง
แม้ชื่อผู้ถือครองจะเปลี่ยน แต่เงินกลับยังไหลวนอยู่ในเครือข่ายเดิม เช่น ลูกหนี้โอนเงินให้ผู้รับโอนเป็นประจำ ช่วยผ่อน ช่วยจ่าย หรือมีการโอนกลับมาในลักษณะที่ไม่สอดคล้องกับความสัมพันธ์ปกติ เส้นทางการเงินเหล่านี้เมื่อถูกเรียงต่อกัน จะเห็นภาพชัดว่าใครเป็นผู้ควบคุมทรัพย์จริง และใครเป็นเพียงผู้ใช้ชื่อถือไว้ชั่วคราว ซึ่งข้อมูลลักษณะนี้คือหัวใจของการสืบทรัพย์บังคับคดีที่ใช้ต่อยอดในชั้นกฎหมายได้จริง หากนักสืบเอกชนได้มาอย่างถูกวิธีและถูกขั้นตอน
ทั้งหมดนี้ไม่ใช่การคาดเดา แต่คือรูปแบบที่พบซ้ำแล้วซ้ำเล่าในคดีจริง และเป็นเหตุผลว่าทำไมการโอนทรัพย์ให้ญาติ ไม่ได้แปลว่าหนีรอดเสมอไป ในหลายกรณีมันกลับเป็นหลักฐานที่ชัดขึ้นว่า ลูกหนี้ตั้งใจหลีกเลี่ยงการชำระหนี้อย่างแท้จริง
นักสืบเอกชนรู้ได้อย่างไร ทั้งที่ทรัพย์ไม่อยู่ในชื่อแล้ว
หลายคนประเมินต่ำเกินไปว่าการสืบทรัพย์บังคับคดีทำได้แค่ไหน ความจริงคือ การสืบทรัพย์บังคับคดีไม่ได้อาศัยการค้นชื่ออย่างเดียว แต่ใช้การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ พฤติกรรม และข้อมูลแวดล้อมทั้งหมดประกอบกัน นักสืบเอกชนที่มีประสบการณ์จะรู้ว่าพฤติกรรมต่าง ๆ ของลูกหนี้บ่งบอกอะไร ข้อมูลแบบไหนใช้ได้ ข้อมูลแบบไหนเสี่ยง และจะจัดเรียงข้อมูลอย่างไรให้เป็นประโยชน์ต่อคดี จุดประสงค์การสืบทรัพย์ลูกหนี้จึงไม่ใช่แค่ “รู้” แต่ต้อง “นำไปใช้ได้” เท่านั้น
ความผิดพลาดที่ลูกหนี้ทำบ่อย และทำให้โดนหนักกว่าเดิม
จากประสบการณ์สืบทรัพย์บังคับคดีจริง สิ่งที่ลูกหนี้พลาดซ้ำ ๆ คือ เริ่มจัดการทรัพย์ช้าเกินไป เชื่อคำบอกเล่าผิด ๆ จากคนรอบตัว และไม่เข้าใจว่ากฎหมายดูเจตนามากกว่าชื่อในเอกสาร หลายคนเลยคิดว่าใช้วิธีซ่อนทรัพย์ที่ฉลาดแล้ว แต่กลับทิ้งร่องรอยไว้ครบทุกจุด จนกลายเป็นหลักฐานที่ใช้เล่นงานตัวเองในภายหลัง
ถ้าคุณเป็นเจ้าหนี้ ควรเริ่มตรงไหน
สิ่งที่อันตรายที่สุดคือการรอ เพราะยิ่งรอลูกหนี้ยิ่งมีเวลาจัดการทรัพย์ วิธีสืบทรัพย์ลูกหนี้ที่ถูกต้องคือเริ่มวางแผนร่วมกับนักสืบเอกชนตั้งแต่มีสัญญาณเบี้ยวหนี้ ต้องใช้วิธีที่ไม่ผิดกฎหมาย และมีเป้าหมายชัดเจนว่าข้อมูลจะนำไปใช้อย่างไรต่อ ดังนั้นการสืบเองแบบสุ่มเสี่ยง อาจทำให้คุณเสียสิทธิมากกว่าที่คิด ทั้งที่ความจริงยังมีทางเดินอีกหลายทาง
บทสรุป
การโอนทรัพย์ให้ญาติไม่ใช่ทางหนีการสืบทรัพย์บังคับคดีที่ควรทำ และไม่ใช่เกราะป้องกันทางกฎหมายอย่างที่หลายคนเข้าใจ ในหลายกรณี มันกลับเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ลูกหนี้ถูกตรวจสอบหนักกว่าเดิม และทำให้เจ้าหนี้มีหลักฐานชัดขึ้นด้วยซ้ำ ดังนั้นแนะนำว่าให้หันหน้ามาเจรจากับเจ้าหนี้เพื่อหาทางออกที่เหมาะสมจะดีกว่า
และสำหรับเจ้าหนี้ หากคุณกำลังสงสัยว่าลูกหนี้โอนทรัพย์หนี รีบติดต่อ SPY191 เพื่อวางแผนอย่างถูกต้องตั้งแต่ต้น เพราะในการสืบทรัพย์บังคับคดี คนที่เริ่มก่อนและเริ่มถูกวิธี คือคนที่ได้เปรียบที่สุด
คำถามที่พบบ่อย:
1. ลูกหนี้โอนบ้าน โอนรถให้ญาติแล้ว แบบนี้ถือว่าจบหรือยัง
ไม่จบ และไม่ใช่เกราะกันหนี้อย่างที่หลายคนคิด การโอนทรัพย์ไม่ได้ลบเจตนาหลีกเลี่ยงการชำระหนี้ ถ้าพฤติกรรมหลังการโอนยังชี้ชัดว่าลูกหนี้เป็นคนใช้ เป็นคนจ่าย และเป็นคนควบคุมทรัพย์อยู่ การโอนนั้นยิ่งกลายเป็นหลักฐานว่าตั้งใจซ่อนทรัพย์
2. ถ้าทรัพย์ไม่อยู่ในชื่อลูกหนี้แล้ว เจ้าหนี้ยังตามได้จริงหรือ
ตามได้จริง ถ้าใช้วิธีที่ถูกต้อง เพราะการสืบทรัพย์บังคับคดีไม่ได้ดูแค่ชื่อในเอกสาร แต่ดูพฤติกรรม เส้นทางการเงิน และความเชื่อมโยงทั้งหมด ลูกหนี้จำนวนมากพลาดตรงคิดว่าเปลี่ยนชื่อแล้วจะปลอดภัย ทั้งที่ร่องรอยมันปิดไม่หมด และนั่นคือจุดที่นักสืบเอกชนทำงานโดยใช้วิธีสืบทรัพย์ลูกหนี้เชิงลึก
3. ลูกหนี้เงียบ ไม่มีทรัพย์ในชื่อตัวเอง แบบนี้เจ้าหนี้ควรทำใจหรือไม่
ไม่ควรทำใจ และไม่ควรรอ เพราะยิ่งรอ ลูกหนี้ยิ่งมีเวลาซ่อนทรัพย์ การเริ่มสืบอย่างเป็นระบบตั้งแต่เนิ่น ๆ คือทางเดียวที่ทำให้เจ้าหนี้ยังมีอำนาจต่อรอง ลูกหนี้อาจดูเหมือนไม่มีอะไร แต่ในหลายคดี เมื่อเริ่มขุดจริงกลับพบว่าทรัพย์ไม่ได้หายไปไหน แค่เปลี่ยนมือชั่วคราวเท่านั้น
แหล่งอ้างอิง:
[1] Thai PBS. โอนทรัพย์สิน เลี่ยงการใช้หนี้ เสี่ยงผิดกฎหมาย | รู้ทันกันได้ (2025). สืบค้นเมื่อ 15 มกราคม 2569 แหล่งอ้างอิง: https://www.youtube.com/watch?v=uCuSok2MVQk
[2] ธนาคารแห่งประเทศไทย. สิทธิและหน้าที่ของลูกหนี้ในกระบวนการยุติธรรม (2021). สืบค้นเมื่อ 15 มกราคม 2569 แหล่งอ้างอิง: https://www.bot.or.th/th/research-and-publications/articles-and-publications/articles/Article_13May2021_2.html
[3] มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค. กฎหมายเกี่ยวกับการบังคับคดีหนี้สิน (2009). สืบค้นเมื่อ 15 มกราคม 2569 แหล่งอ้างอิง: https://www.consumerthai.org/menutd3/3322-2009-07-24-08-24-38.html





