
5 วิธีที่ลูกหนี้ใช้ซ่อนทรัพย์ และเหตุผลที่คนทั่วไปตามไม่เจอ
26 มกราคม 2026
โอนทรัพย์ให้ญาติ = รอด? ความเข้าใจผิดที่ทำให้ลูกหนี้มีความผิดมากกว่าเดิม
30 มกราคม 2026หลังจากชนะคดีในศาล สิ่งที่เจ้าหนี้ส่วนใหญ่คาดหวังคือการได้เงินคืนโดยเร็ว แต่ความจริงที่คนเจ็บปวดกันมากคือ ต่อให้คำพิพากษาออกมาแล้ว เงินก็ยังไม่เข้ากระเป๋า ถ้าลูกหนี้ไม่มีทรัพย์ให้ยึด หรือทำให้ดูเหมือนไม่มีทรัพย์เหลืออยู่เลย
จุดนี้เองที่หลายคนเริ่มลงมือ “สืบทรัพย์เอง” เพราะคิดว่าไม่ยาก แค่ตามดูบ้าน รถ ที่ดิน หรือเส้นทางการเงินนิดหน่อยก็น่าจะพอ แต่ในมุมของนักสืบเอกชนที่สืบทรัพย์บังคับคดีจริง ต้องพูดกันตรง ๆ ว่า ความเสียหายจำนวนมากไม่ได้เกิดจากความจนของลูกหนี้ แต่เกิดจากความผิดพลาดของเจ้าหนี้ตั้งแต่ก้าวแรกของการสืบทรัพย์
ทำไมคนจำนวนมากเลือกสืบทรัพย์เอง
เหตุผลหลักไม่ใช่เพราะไม่เชื่อนักสืบ แต่เพราะความเข้าใจผิดว่าการสืบทรัพย์เป็นแค่การหาข้อมูล ดังนั้นเมื่อเพิ่งเสียค่าทนาย เสียเวลาในศาลมานาน พอถึงขั้นบังคับคดีก็ไม่อยากเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม จึงเลือกใช้วิธีลองผิดลองถูก หาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต หรือสอบถามคนรอบตัว โดยไม่รู้เลยว่าการสืบทรัพย์บังคับคดีเป็นกระบวนการที่ผูกพันกับกฎหมายโดยตรง ไม่ใช่ใครรู้มากกว่าก็ชนะ แต่เป็นใครเริ่มได้ถูกตั้งแต่ต้นต่างหาก
ความผิดพลาดที่พบบ่อย เมื่อเริ่มสืบทรัพย์บังคับคดีเอง
ปัญหาใหญ่ของการใช้วิธีสืบทรัพย์ลูกหนี้เอง คือ เจ้าหนี้มักเริ่ม “ช้าเกินไป” ลูกหนี้ที่ตั้งใจหนีหนี้ตั้งแต่แรกจะไม่รอให้ศาลตัดสินก่อน แต่จะเริ่มโยกย้ายทรัพย์ทันทีที่รู้ว่ากำลังจะโดนฟ้อง ทั้งโอนให้คนใกล้ตัว การเปลี่ยนชื่อผู้ถือครอง หรือการแยกทรัพย์ออกจากตัว ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นก่อนที่เจ้าหนี้จะเริ่มขยับด้วยซ้ำ
ยิ่งไปกว่านั้น หลายคนได้ข้อมูลมาด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เช่น การเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่มีอำนาจ ซึ่งสุดท้ายอาจใช้บังคับคดีไม่ได้ และยังเพิ่มความเสี่ยงให้เจ้าหนี้กลายเป็นฝ่ายถูกลูกหนี้ฟ้องกลับเสียเอง
จุดอันตรายของการ “รู้แต่ใช้ไม่ได้”
หนึ่งในความเข้าใจผิดที่เจอบ่อยคือ “การคิดว่า แค่รู้ว่าลูกหนี้มีทรัพย์ เท่ากับสามารถยึดได้” ในความเป็นจริง ทรัพย์ที่ใช้บังคับคดีได้ต้องมีความเชื่อมโยงทางกฎหมายที่ชัดเจน ต้องอยู่ในชื่อ อยู่ในรูปแบบ และอยู่ในจังหวะที่กฎหมายเปิดช่องให้ดำเนินการ หากข้อมูลที่ได้มาเป็นเพียงข้อเท็จจริงทั่วไป ต่อให้รู้หมดทุกอย่าง ก็ไม่สามารถนำไปใช้กับเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ นี่คือจุดที่การสืบทรัพย์บังคับคดีแบบไม่มีระบบ ทำให้เจ้าหนี้เสียทั้งเวลาและโอกาส
ลำดับขั้นของการสืบทรัพย์ที่ควรเป็น
วิธีสืบทรัพย์ลูกหนี้ที่ถูกต้อง ไม่ได้เริ่มจากการเดินตามดูว่าลูกหนี้มีบ้าน มีรถ หรือมีทรัพย์อะไรอยู่ตรงหน้า แต่ต้องเริ่มจากการวางแผนอย่างเป็นระบบ เพราะการขยับผิดเพียงจังหวะเดียว อาจทำให้ทรัพย์ถูกจัดการไปก่อน และไม่สามารถย้อนกลับมาแก้ไขได้อีก
1. ประเมินสถานะลูกหนี้และพฤติกรรมทางการเงินก่อนลงมือสืบ
ขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุด คือการประเมินว่าลูกหนี้อยู่ในสถานะใด มีแนวโน้มซ่อนทรัพย์หรือไม่ และพฤติกรรมทางการเงินที่ผ่านมาเป็นอย่างไร ลูกหนี้บางรายอาจยังมีทรัพย์ในชื่อตัวเอง ขณะที่บางรายเริ่มโอน เปลี่ยนชื่อ หรือแยกทรัพย์ออกจากตัวตั้งแต่คดีเริ่มมีเค้าโครง
การประเมินจุดนี้ช่วยกำหนดได้ทันทีว่า ควรสืบในระดับไหน ควรเร่งหรือควรรอ และควรเริ่มจากทรัพย์ประเภทใดก่อน หากข้ามขั้นตอนนี้ไปแล้วเริ่มสืบแบบสุ่มเสี่ยง โอกาสผิดพลาดจะสูงมาก และอาจเป็นการเปิดทางให้ลูกหนี้จัดการทรัพย์ได้เร็วขึ้นกว่าเดิม
2. เลือกวิธีเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องตามกฎหมาย
เมื่อรู้ทิศทางของลูกหนี้แล้ว ขั้นต่อมาคือการเลือกวิธีเข้าถึงข้อมูล ซึ่งเป็นจุดที่คนทั่วไปพลาดมากที่สุด เพราะมักเข้าใจว่า “รู้ได้ = ใช้ได้”
ในความเป็นจริง ข้อมูลที่จะนำไปใช้ในกระบวนการสืบทรัพย์บังคับคดี ต้องได้มาด้วยวิธีที่ถูกต้องตามกฎหมาย และไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของผู้อื่น หากข้อมูลได้มาด้วยวิธีที่ผิด ต่อให้เป็นความจริงก็ไม่สามารถนำไปใช้ดำเนินการใด ๆ ได้ และยังเพิ่มความเสี่ยงให้เจ้าหนี้ตกอยู่ในสถานะเสียเปรียบทางกฎหมาย การเลือกวิธีสืบทรัพย์ลูกหนี้ที่ถูกต้อง จึงไม่ใช่แค่เรื่องความปลอดภัย แต่เป็นเรื่องของการรักษาสิทธิ์ของตัวเองตั้งแต่ต้นทาง
3. จัดเรียงข้อมูลให้สอดคล้องกับกระบวนการบังคับคดี
ขั้นสุดท้ายซึ่งเป็นหัวใจของการสืบทรัพย์ คือการจัดเรียงข้อมูลทั้งหมดให้สามารถนำไปใช้ต่อได้จริง ไม่ใช่แค่รู้ว่าลูกหนี้มีอะไร แต่ต้องรู้ว่าข้อมูลใดใช้ยื่นต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ ข้อมูลใดต้องรอจังหวะ และข้อมูลใดเป็นเพียงเบาะแส
การสืบที่ดีจะต้องทำให้ข้อมูลแต่ละชิ้นเชื่อมโยงกันเป็นภาพเดียวกัน และสอดคล้องกับขั้นตอนของกฎหมาย เพื่อให้สามารถเดินหน้าต่อได้ทันทีเมื่อถึงขั้นบังคับคดี ไม่ใช่ต้องย้อนกลับมาเริ่มใหม่เพราะข้อมูลใช้ไม่ได้
ขั้นตอนทั้ง 3 นี้ คือสิ่งที่คนทั่วไปมักมองข้าม เพราะดูเหมือนเป็นเรื่องเทคนิค แต่ในทางปฏิบัติ นี่คือเส้นแบ่งระหว่างคดีที่ได้เงินคืนจริง กับคดีที่รู้ทุกอย่างแต่ทำอะไรต่อไม่ได้ และเป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไมการสืบเองโดยไม่มีความรู้เชิงลึกด้านกฎหมายและกระบวนการบังคับคดี มักจบลงไม่สวยอย่างที่คาดหวัง
ทำไมการจ้างนักสืบเอกชนถึงดีกว่าเสี่ยงสืบทรัพย์เอง
การจ้างนักสืบไม่ได้จ่ายเงินเพื่อซื้อข้อมูลดิบ แต่เป็นการซื้อประสบการณ์เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดพลาด นักสืบเอกชนที่ทำงานด้านนี้โดยตรงจะรู้ว่าข้อมูลแบบไหนควรเก็บ ข้อมูลแบบไหนไม่ควรแตะ และควรเริ่มจากจุดไหนก่อนเพื่อไม่ให้ลูกหนี้ไหวตัวทัน นี่คือเหตุผลที่เจ้าหนี้จำนวนมากเลือกจ้างนักสืบตั้งแต่ก่อนเริ่มบังคับคดีจริง เพราะเข้าใจแล้วว่าความผิดพลาดบางอย่าง แก้ไขย้อนหลังไม่ได้
บทเรียนจริง จากคดีที่เริ่มสืบทรัพย์ผิดวิธี
มีเจ้าหนี้จำนวนไม่น้อยที่มาจ้างนักสืบหลังจากลองสืบเองจนข้อมูลกระจัดกระจาย ทำให้ทรัพย์ถูกจัดการไปหมด และต้องเริ่มใหม่ทั้งหมดแบบยากกว่าเดิม ซึ่งทุกคดีมีสิ่งหนึ่งเหมือนกัน คือ “เสียโอกาสไปแล้วในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด” โดยมี 3 บทเรียนที่แสนเจ็บปวดที่มักเกิดซ้ำ ๆ คือ
1. คดีที่เริ่มสืบช้า จนทรัพย์ถูกจัดการหมด
เจ้าหนี้รายหนึ่งชนะคดีแล้วจึงเริ่มสืบทรัพย์บังคับคดี โดยเชื่อว่าลูกหนี้ยังมีบ้านและรถเหมือนเดิม แต่ความจริงคือ ลูกหนี้เริ่มโอนทรัพย์ให้คนใกล้ตัวตั้งแต่ช่วงท้ายของคดี พอเริ่มบังคับคดี ทรัพย์ในชื่อไม่เหลืออะไรให้ยึด การตามย้อนหลังทำได้ยากและเสียเปรียบอย่างมาก
บทเรียนคือ การสืบทรัพย์ต้องเริ่มให้ทัน ก่อนที่ลูกหนี้จะมีเวลาเตรียมตัว
2. คดีที่รู้ข้อมูลครบ แต่ใช้บังคับคดีไม่ได้
เจ้าหนี้อีกคดีหนึ่งสืบเองจนรู้ข้อมูลแทบทุกด้าน ทั้งที่อยู่และพฤติกรรมทางการเงิน แต่ข้อมูลส่วนใหญ่ได้มาด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เมื่อนำไปใช้จริงกลับไม่สามารถยื่นต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ ต้องเริ่มกระบวนการใหม่ทั้งหมดในจังหวะที่เสียโอกาสไปแล้ว
บทเรียนคือ การรู้มากไม่มีความหมาย หากข้อมูลนั้นใช้ไม่ได้ตามกฎหมาย
3. คดีที่เผลอทำให้ลูกหนี้รู้ตัว
บางคดีเจ้าหนี้พยายามสอบถามคนรอบข้างเพื่อหาข้อมูลให้เร็วขึ้น แต่การเคลื่อนไหวที่ไม่เป็นระบบ ทำให้ข่าวไปถึงลูกหนี้ก่อน ผลคือเกิดการเร่งซ่อนและปรับโครงสร้างทรัพย์สิน จนการสืบในภายหลังยากขึ้นหลายเท่า
บทเรียนคือ การสืบทรัพย์ต้องเงียบ เป็นระบบ และไม่เปิดไพ่ก่อนเวลา
ทุกคดีเหล่านี้มีจุดร่วมเดียวกัน คือ ไม่ใช่ลูกหนี้เก่งกว่า แต่เจ้าหนี้เสียโอกาสไปแล้วในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด และในการบังคับคดี เวลาที่เสียไปไม่มีทางเรียกคืนกลับมาได้
บทสรุป
การสืบทรัพย์ลูกหนี้ ต้องดำเนินการให้ถูกต้องตั้งแต่วันแรก ถ้าคุณเริ่มผิด ต่อให้รู้ข้อมูลมากแค่ไหน ก็อาจไม่เหลือสิทธิ์ให้ใช้ในกระบวนการบังคับคดี หากคุณกำลังคิดจะเริ่มสืบทรัพย์บังคับคดี หรือไม่แน่ใจว่าข้อมูลที่มีอยู่ใช้งานได้หรือไม่ อย่ารอช้า รีบปรึกษานักสืบเอกชน SPY191 ตั้งแต่ก่อนฟ้อง เพราะจะช่วยให้คุณรักษาทั้งเงินและสิทธิ์ของตัวเองไว้ได้
คำถามที่พบบ่อย:
1. รู้ว่าลูกหนี้มีทรัพย์แล้ว ทำไมยังยึดไม่ได้
เพราะการบังคับคดีไม่ได้ดูว่า “รู้หรือไม่รู้” แต่ดูว่าข้อมูลนั้นได้มาถูกกฎหมายและใช้ได้จริงหรือไม่ ถ้ารู้ผิดวิธี ต่อให้รู้หมด ก็ทำอะไรต่อไม่ได้
2. ทำไมยิ่งสืบเอง ยิ่งได้เงินคืนยากขึ้น
เพราะการสืบทรัพย์บังคับคดีที่ไม่มีแผน มักเผลอเตือนให้ลูกหนี้รู้ตัว ทำให้เขามีเวลาซ่อน โอน หรือปรับโครงสร้างทรัพย์ ก่อนที่คุณจะไปถึงขั้นบังคับคดี
3. ควรเริ่มสืบทรัพย์ตอนไหน ถึงจะไม่เสียเปรียบ
ควรเริ่มตั้งแต่ลูกหนี้เริ่มผิดนัด ไม่ชำระ หรือมีพฤติกรรมหลบเลี่ยง เพราะถ้าปล่อยให้ลูกหนี้มีเวลาจัดการทรัพย์ ไม่ว่าจะโอน เปลี่ยนชื่อ หรือแยกถือครอง ต่อให้คุณชนะคดีภายหลัง ก็อาจไม่เหลือทรัพย์ในชื่อลูกหนี้ให้บังคับคดีได้
แหล่งอ้างอิง:
[1] กรมบังคับคดี. การบังคับคดีแพ่ง (2022). สืบค้นเมื่อ 15 มกราคม 2569 แหล่งอ้างอิง: https://sub.led.go.th/lepa-th/wp-content/uploads/2022/01/วิชา-การบังคับคดีแพ่ง.pdf
[2] กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี. เมื่อเจ้าหนี้ยื่นฟ้องแล้ว ลูกหนี้ย้าย ซ่อนเร้น โอนทรัพย์สิน เพื่อมิให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ จะมีความผิดฐาน (2023). สืบค้นเมื่อ 15 มกราคม 2569 แหล่งอ้างอิง: http://www.womenfund.in.th/media-all/law/3308-2023-11-01-04-17-58.html





