
ตรวจสอบประวัติบุคคล คืออะไร? ใช้ในกรณีใด และช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างไร
21 สิงหาคม 2026คำว่า “นักสืบ” อาจทำให้หลายคนนึกถึงคนที่แต่งชุดดำปกปิดร่างกายและหน้าตาเพื่อคอยติดตาม สังเกต หรือค้นหาข้อมูลของบุคคล แต่ในทางกฎหมาย นักสืบเอกชนไม่ได้มีอำนาจเช่นเดียวกับตำรวจ และไม่สามารถใช้วิธีใดก็ได้เพียงเพราะได้รับการว่าจ้างจากลูกค้า
หน้าที่สำคัญของนักสืบคือการค้นหาและรวบรวมข้อเท็จจริงด้วยวิธีที่เหมาะสม ขณะที่การดำเนินงานต้องไม่ก้าวล้ำสิทธิของบุคคลอื่นหรือกระทำผิดกฎหมาย
ดังนั้น ก่อนใช้บริการนักสืบ สิ่งที่ควรรู้ไม่ใช่แค่ว่า “นักสืบทำอะไรได้บ้าง” แต่ต้องรู้ด้วยว่า เส้นแบ่งระหว่างการสืบสวนกับการละเมิดกฎหมายอยู่ตรงไหน
นักสืบทำอะไรได้บ้าง?
งานของนักสืบส่วนใหญ่เป็นการค้นหาข้อเท็จจริงจากข้อมูลและพฤติการณ์ที่สามารถตรวจสอบได้ โดยขอบเขตจะแตกต่างกันไปตามวัตถุประสงค์ของแต่ละงาน
1. ติดตามและสังเกตพฤติกรรม
นักสืบสามารถติดตามความเคลื่อนไหวของบุคคลเพื่อเก็บข้อมูลตามวัตถุประสงค์ของงาน เช่น การตรวจสอบพฤติกรรมของคู่สมรส การติดตามบุคคล หรือการตรวจสอบเส้นทางและสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับคดี หัวใจสำคัญคือวิธีการที่ใช้ต้องไม่กลายเป็นการบุกรุกหรือกระทำความผิดอื่นเสียเอง
2. ค้นหาข้อมูลและตรวจสอบข้อเท็จจริง
นักสืบสามารถนำข้อมูลที่ผู้ว่าจ้างมีอยู่แล้วมาวิเคราะห์และตรวจสอบเพิ่มเติม เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคล สถานที่ทำงาน ยานพาหนะ หรือข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับภารกิจ แต่การเก็บ ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลต้องพิจารณาตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPA ด้วย
3. ลงพื้นที่เพื่อรวบรวมข้อมูล
การลงพื้นที่สังเกตการณ์หรือค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับภารกิจเป็นส่วนหนึ่งของงานสืบสวนได้ ตราบเท่าที่การดำเนินการนั้นไม่เข้าไปละเมิดสิทธิหรือฝ่าฝืนกฎหมายอื่น
4. รายงานข้อเท็จจริงให้ผู้ว่าจ้าง
เมื่อรวบรวมข้อมูลได้ นักสืบสามารถจัดทำรายงานหรือส่งมอบข้อมูลตามขอบเขตที่ตกลงกับผู้ว่าจ้าง เพื่อให้ผู้ว่าจ้างนำไปประกอบการตัดสินใจในการดำเนินการต่อ
นักสืบทำอะไรไม่ได้?
สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ นักสืบไม่มีอำนาจพิเศษเพียงเพราะประกอบอาชีพนักสืบ นักสืบจึงไม่สามารถใช้อำนาจแบบตำรวจ เช่น ออกหมายเรียก ค้นบ้าน จับกุม หรือบังคับให้บุคคลเปิดเผยข้อมูลตามกฎหมายได้ อำนาจดังกล่าวเป็นเรื่องของเจ้าพนักงานและต้องเป็นไปตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้
1. ไม่สามารถบุกรุกสถานที่ของผู้อื่น
การสืบสวนไม่ได้ทำให้บุคคลมีสิทธิเข้าไปในบ้าน ห้องพัก หรือสถานที่ของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต การเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นโดยไม่มีเหตุอันสมควรหรือฝ่าฝืนความประสงค์ของผู้ครอบครอง อาจมีความผิดตามกฎหมายอาญาได้ ดังนั้น การ “อยากรู้ความจริง” ไม่ใช่เหตุให้สามารถเข้าไปค้นหาข้อมูลในพื้นที่ส่วนตัวของผู้อื่นได้ตามใจ
2. ไม่สามารถแฮ็กหรือเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวโดยมิชอบ
การได้รับว่าจ้างไม่ได้ทำให้นักสืบมีสิทธิเข้าถึงโทรศัพท์ อีเมล บัญชีโซเชียลมีเดีย หรือระบบคอมพิวเตอร์ของบุคคลอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งความผิดนี้จะไม่ได้หายไปเพียงเพราะผู้ว่าจ้างเป็นคนร้องขอ ต่อให้เป็นสามีภรรยาก็ตาม
3. ไม่สามารถนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ได้โดยไม่มีข้อจำกัด
ข้อมูลส่วนบุคคลไม่ได้หมายความว่าใครพบข้อมูลแล้วจะนำไปใช้หรือเผยแพร่ได้อย่างอิสระ การใช้งานต้องทำอย่างถูกต้องเท่านั้น
4. ไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะพบข้อมูลตามที่ผู้ว่าจ้างต้องการ
การสืบสวนเป็นการค้นหาข้อเท็จจริงจากสถานการณ์จริง นักสืบจึงไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมของบุคคลที่ถูกติดตาม หรือรับประกันได้ว่าจะพบข้อมูลตามที่ผู้ว่าจ้างคาดหวัง บริษัทที่ให้บริการอย่างมืออาชีพจึงควรอธิบายข้อจำกัดของงานให้ผู้ว่าจ้างเข้าใจก่อนเริ่มดำเนินการ
แล้ว “นักสืบ” ต่างจาก “ตำรวจ” อย่างไร?
ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่ “อำนาจตามกฎหมาย”
ตำรวจเป็นเจ้าพนักงานของรัฐและมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ขณะที่นักสืบเอกชนทำงานในฐานะผู้ให้บริการภาคเอกชน จึงไม่มีอำนาจแบบเดียวกัน
พูดให้เข้าใจง่าย ๆ คือ นักสืบเอกชนทำหน้าที่ค้นหาและรวบรวมข้อเท็จจริงตามขอบเขตงานที่ได้รับว่าจ้าง ขณะที่ตำรวจมีหน้าที่และอำนาจตามกฎหมายในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาญา
ดังนั้น หากนักสืบพบข้อมูลที่อาจเกี่ยวข้องกับความผิดอาญา ไม่ได้หมายความว่านักสืบจะสามารถใช้อำนาจแทนตำรวจได้
ก่อนจ้างนักสืบ ควรถามอะไรให้ชัด?
หากกำลังจะใช้บริการ ควรสอบถามบริษัทนักสืบตั้งแต่ต้นว่า
- งานที่ต้องการให้ดำเนินการมีขอบเขตอย่างไร
- วิธีการทำงานที่เสนอสามารถดำเนินการได้ตามกฎหมายหรือไม่
- ข้อมูลที่รวบรวมจะถูกนำไปใช้และจัดเก็บอย่างไร
- มีข้อจำกัดหรือความเสี่ยงอะไรที่ผู้ว่าจ้างควรรู้
- ค่าใช้จ่ายและขอบเขตงานครอบคลุมอะไรบ้าง
คำถามเหล่านี้ช่วยให้ผู้ว่าจ้างเห็นภาพงานก่อนตัดสินใจ และลดความเสี่ยงจากการคาดหวังให้นักสืบทำสิ่งที่อยู่นอกเหนือขอบเขตที่กฎหมายอนุญาต ผู้ว่าจ้างสามารถอ่านเรื่องนี้เพิ่มเติมได้ที่บทความ “ก่อนจ้างนักสืบ ต้องรู้อะไรบ้าง? 12 เรื่องที่ผู้ว่าจ้างควรรู้ก่อนตัดสินใจ”
บทสรุป
นักสืบสามารถช่วยค้นหาและตรวจสอบข้อเท็จจริงได้หลายรูปแบบ ทั้งการติดตาม สังเกตการณ์ ลงพื้นที่ และรวบรวมข้อมูลตามขอบเขตของงาน แต่นักสืบไม่ได้มีอำนาจเหมือนตำรวจ และการทำงานยังต้องอยู่ภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
เส้นแบ่งสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า “นักสืบทำอะไรได้มากแค่ไหน” แต่อยู่ที่ว่า วิธีการที่ใช้ในการค้นหาความจริงนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
หากคุณกำลังพิจารณาใช้บริการนักสืบ สามารถติดต่อได้ที่ SPY191 เราพร้อมพูดคุยรายละเอียดของคดีและข้อจำกัดของงานให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น เพื่อช่วยลดความเสี่ยงและทำให้การสืบสวนเดินไปในทิศทางที่เหมาะสม
คำถามที่พบบ่อย
1. นักสืบมีอำนาจจับกุมบุคคลหรือไม่?
ไม่สามารถทำได้ เพราะนักสืบเอกชนไม่ได้มีอำนาจจับกุมแบบเจ้าพนักงานตำรวจ
2. นักสืบสามารถติดตามบุคคลได้หรือไม่?
สามารถดำเนินงานติดตามและสังเกตการณ์ได้ตามขอบเขตงาน แต่ต้องไม่ใช้วิธีการที่เป็นการบุกรุก ละเมิดสิทธิ หรือฝ่าฝืนกฎหมาย
3. นักสืบสามารถนำข้อมูลส่วนบุคคลของคนอื่นมาใช้ได้หรือไม่?
ไม่สามารถทำได้โดยอิสระ ต้องพิจารณาว่าการเก็บ ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลนั้นถูกต้องตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลหรือไม่
แหล่งอ้างอิง
[1] ราชกิจจานุเบกษา. พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562. สืบค้นเมื่อ 19 สิงหาคม 2026
[2] ตำรวจภูธรภาค 2. พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565. สืบค้นเมื่อ 19 สิงหาคม 2026
[3] คำพิพากษาฎีกาไทย. มาตรา 5 – พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550. สืบค้นเมื่อ 19 สิงหาคม 2026






